สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย

ประวัติสมาคม

สมาคมนักแปลและล่ามเป็น สมาคมวิชาชีพ สมาชิกประกอบด้วยนักแปล ล่าม สำนักพิมพ์
และบุคคล/ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแปลและการล่าม ตลอดจนบุคคลทั่วไป/ องค์กรที่สนใจ
การแปลและการล่าม

วัตถุประสงค์

  • เป็นศูนย์รวมของนักแปลและล่าม รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องด้านการแปลและการล่าม
  • ช่วยพัฒนามาตรฐานการแปลและการล่าม
  • ส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เกี่ยวกับการพัฒนาด้านการแปลและการล่าม
  • ประสานความร่วมมือและประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแปล และการล่าม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


สมาคม ฯ ถือกำเนิดมาจากชมรมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้ทำงานแปลและผลิตหนังสือแปล เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สิทธา พินิจภูวดล เป็นประธานชมรม ฯ ชมรม ฯ ได้ดำเนินงานมาอย่างเข้มแข็ง ได้รับความสนใจจากประชาชน นักวิชาการ นักแปล และนิสิตนักศึกษา เป็นจำนวนมาก และได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ชมรม ฯ ได้จัดอบรม สัมมนา และกิจกรรมสมาชิกสัมพันธ์ ตลอดจนกิจกรรมอื่น ๆ ตามความต้องการของสมาชิกและผู้สนใจด้านการแปลและการล่าม รวมทั้งร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชนทำงานพัฒนาหนังสือแปลและการแปล

เมื่อชมรม ฯ มีสมาชิกจำนวนมากขึ้น และทำงานอย่างเข้มแข็งเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว ชมรม ฯ จึงได้จัดตั้งเป็นสมาคมนักแปลและล่าม โดยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๓  เลขทะเบียนสมาคม ล.๓๙๗๗/๒๕๔๓

เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๔ นับเป็นวันมหามงคลยิ่ง ด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาเสด็จเป็นประธานเปิดสมาคมนักแปลและล่าม และทรงเจิมป้ายสมาคม ฯ ณ โรงแรมสยามซิตี กรุงเทพมหานคร สมาคม ฯ จึงถือวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๓ เป็นวันเกิดของสมาคม ฯ

สมาคม ฯ ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารทุก ๒ ปี

ปัจจุบันสมาคม ฯ มีสมาชิกทั่วประเทศ จึงได้รับอนุญาตให้เป็น ” สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย “

สมาคม ฯ มีบทบาทในกระบวนการพัฒนาหนังสือแปล การประกวดหนังสือแปล การพัฒนานักแปล และส่งเสริมการอ่านหนังสือแปล โดยร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้บังเกิดผลดีแก่สถานภาพของนักแปลและล่าม ทั้งในส่วนบุคคลและส่วนรวม สมาคม ฯ ได้จัดกิจกรรมหลายรูปแบบและหลากหลายมิติ ทั้งกิจกรรมเพื่อสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพและกิจกรรมเพื่อสังคม อาทิ :

  • อบรมการแปลระดับพื้นฐาน และระดับเฉพาะทาง
  • อบรมการล่าม
  • อบรมเกี่ยวกับบรรณาธิการกิจงานแปล
  • การประกวดหนังสือแปล
  • จดหมายข่าวเพื่อเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของสมาคม ฯ และเป็นสื่อกลางระหว่างสมาชิกและสมาคม ฯ
  • เสวนา/ บรรยาย/ อภิปราย/ ปาฐกถา เกี่ยวกับการแปล การล่าม และบรรณาธิการกิจ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
  • กิจกรรมประชุมสัญจร
  • กิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือแปล
  • ประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมวิชาการทุกปี
  • โครงการจัดอบรมให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่ขอความร่วมมือ
  • นิทรรศการนักแปล การแปล และการล่าม
  • กิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนผ่านงานแปล
  • กิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยจัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • กิจกรรมสมาชิกสัมพันธ์เพื่อให้สมาชิกพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันใน บรรยากาศรื่นรมย์

กิจกรรมของสมาคม ฯ เปิดกว้างสำหรับทุกท่านที่สนใจการแปลและการล่าม แม้มิได้ปฏิบัติงานด้านนี้โดยตรงก็ตาม

ข้อบังคับของสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย

(ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๕๙ และได้จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับนี้ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐)

ข้อ ๑ สมาคมฯ มีชื่อว่า “สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย” ใช้อักษรย่อว่า “ส.ป.ล.ท.” ชื่อสมาคมฯ เป็นภาษาอังกฤษว่า “The Translators and Interpreters Association of Thailand” ใช้อักษรย่อว่า “THAITIAT”

ข้อ ๒ เครื่องหมายของสมาคมฯ เป็นรูปศิลาจารึกตั้งซ้อนกัน ๒ แผ่น ภายในศิลาจารึกมีตัวอักษรย่อภาษาไทยของสมาคมฯ และมีชื่อสมาคมฯ เป็นภาษาไทยและตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษล้อมรอบศิลาจารึก

ข้อ ๓ สำนักงานสมาคมฯ ตั้งอยู่ที่ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐

ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ของสมาคมฯ เพื่อ

๔.๑ เป็นศูนย์รวมของนักแปลและล่าม รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องด้านการแปลและล่าม

๔.๒ ให้คำแนะนำเพื่อประโยชน์ของนักแปลและล่าม

๔.๓ พัฒนามาตรฐานการแปลและการล่าม

๔.๔ ส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เกี่ยวกับการพัฒนาด้านการแปลและล่าม

๔.๕ รับรองคุณภาพนักแปลและล่าม

๔.๖ ร่วมมือและประสานประโยชน์ระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแปลและการล่ามทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

๔.๗ กิจการใด ๆ ของสมาคมฯ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ข้อ ๕ ประเภทและคุณสมบัติของสมาชิก

๕.๑ สมาชิกแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

๕.๑.๑ สมาชิกสามัญ ได้แก่ บุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทย ซึ่งประกอบวิชาชีพการแปลและ/หรือการล่าม และผู้สนใจด้านการแปลและ/หรือการล่าม

๕.๑.๒ สมาชิกสมทบ ได้แก่ บุคคลธรรมดาผู้ถือสัญชาติอื่น ซึ่งประกอบวิชาชีพการแปลและ/หรือการล่าม และผู้สนใจด้านการแปลและ/หรือการล่าม

๕.๑.๓ สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทย หรือถือสัญชาติอื่นที่คณะกรรมการบริหารเชิญเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ประกอบด้วย

๕.๑.๓.๑ นักแปลและล่ามผู้ได้รับรางวัลสุรินทราชา

๕.๑.๓.๒ ผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะกรรมการบริหารลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อย ๒ ใน ๓ ของกรรมการบริหารทั้งหมดให้เป็นที่ปรึกษา

๕.๑.๓.๓ นักแปลและล่ามอาวุโส ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณูปการต่อวงการการแปลและล่าม การศึกษา สังคม ที่คณะกรรมการบริหารลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อย ๒ ใน ๓ ของกรรมการบริหารทั้งหมด

๕.๒ ที่ปรึกษา ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการบริหารเชิญเป็นที่ปรึกษาเฉพาะกิจ หรือตามวาระ

ข้อ ๖ สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

๖.๑ เป็นผู้อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์

๖.๒ ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายหรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าวจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือระหว่างเป็นสมาชิกของสมาคมฯ เท่านั้น

ข้อ ๗ ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมฯ

๗.๑ สมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบ ๒,๐๐๐ บาท

๗.๒ สมาชิกกิตติมศักดิ์สนับสนุนตามอัธยาศัย

ข้อ ๘ การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมฯ

๘.๑ สมาชิกสามัญ ผู้ประสงค์สมัครเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมฯ ต้องกรอกใบสมัครระบบออนไลน์หรือเอกสารตามแบบของสมาคมฯ พร้อมระบุเลขประจำตัวประชาชน และแสดงหลักฐานการชำระค่าสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกภาพจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนายทะเบียนตอบรับแล้วเท่านั้น

๘.๒ สมาชิกสมทบ ผู้ประสงค์สมัครเป็นสมาชิกสมทบของสมาคมฯ ต้องกรอกใบสมัครระบบออนไลน์หรือเอกสารตามแบบของสมาคมฯ พร้อมระบุเลขที่หนังสือเดินทาง และแสดงหลักฐานการชำระค่าสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกภาพจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนายทะเบียนตอบรับแล้วเท่านั้น

ข้อ ๙ ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียน พร้อมกับส่งใบสมัครและชำระเงินในวันที่สมัคร

ข้อ ๑๐ สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่รับหนังสือตอบรับคำเชิญ

ข้อ ๑๑ การสิ้นสุดสมาชิกภาพ

๑๑.๑ ตาย

๑๑.๒ ลาออก

๑๑.๓ ขาดคุณสมบัติสมาชิก

๑๑.๔ คณะกรรมการบริหารลงมติให้ออก ด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อย ๒ ใน ๓ ของกรรมการบริหารทั้งหมด และแจ้งให้ผู้สิ้นสุดสมาชิกภาพทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีเหตุอันเชื่อได้ว่าบุคคลนั้น

๑๑.๔.๑ แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จในการสมัคร

๑๑.๔.๒ เมื่อกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้สมาคมเสื่อมเสียชื่อเสียง

ข้อ ๑๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

๑๒.๑ ได้รับประโยชน์จากสมาคมฯ ตามเงื่อนไขที่สมาคมฯ กำหนดไว้

๑๒.๒ มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมฯ

๑๒.๓ เสนอความคิดเห็นต่อสมาคมฯ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และระเบียบของสมาคมฯ

๑๒.๔ สมาชิกสามัญมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการบริหาร ออกเสียงลงคะแนนตามระเบียบวาระการประชุมใหญ่สามัญและวิสามัญ และอภิปรายเสนอความคิดเห็น ตั้งกระทู้ถาม โดยต้องมาแสดงตนใช้สิทธิดังกล่าวในที่ประชุมใหญ่เท่านั้น

๑๒.๕ มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้

๑๒.๖ ได้รับข่าวสารของสมาคมฯ

๑๒.๗ ได้รับหมายเลขสมาชิกสมาคมฯ

๑๒.๘ ขอตรวจเอกสารบัญชีหรือทรัพย์สินของสมาคมฯ โดยยื่นต่อเลขาธิการหรือคณะกรรมการบริหาร คำร้องนั้นต้องระบุสิ่งที่ขอตรวจและเหตุผลให้ชัดเจน แล้วลงลายมือชื่อสมาชิกผู้ขอตรวจพร้อมลายมือชื่อสมาชิกผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๕ คน เมื่อสมาชิกตรวจเอกสาร บัญชี หรือทรัพย์สินของสมาคมฯ แล้ว ห้ามขอตรวจเรื่องเดียวกันซ้ำอีกภายในเวลา ๙๐ วันนับแต่วันที่ตรวจ

๑๒.๙ ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของสมาคมฯ และมีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ

๑๒.๑๐ มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคมฯ

๑๒.๑๑ ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมฯ และงดเว้นการกระทำใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมาคมฯ

ข้อ ๑๓ ให้มีคณะกรรมการของสมาคมฯ คณะหนึ่งจำนวนไม่เกิน ๒๐ คน

กรรมการนี้ต้องเป็นสมาชิกสามัญที่ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมฯ จำนวน ๙ คน ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้

นายกสมาคม ๑ คน
อุปนายกสมาคม ๓ คน
เลขาธิการ ๑ คน
เหรัญญิก ๑ คน
สาราณียกร ๑ คน
นายทะเบียน ๑ คน
ประชาสัมพันธ์ ๑ คน

ให้คณะกรรมการบริหารที่ได้รับเลือกตั้ง พิจารณาเชิญสมาชิกสามัญให้เป็นกรรมการบริหารสมาคมฯ เพิ่มเติมรวมทั้งหมดไม่เกิน ๒๐ คน โดยให้ดำรงตำแหน่งตามวาระ

๑๓.๑ นายกสมาคมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคมฯ ตามมติกรรมการบริหารสมาคมฯ  เป็นผู้แทนสมาคมฯ ในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคมฯ

๑๓.๒ อุปนายกสมาคมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมฯ ในการบริหารกิจการสมาคม ปฏิบัติตามหน้าที่ที่นายกสมาคมฯ ได้มอบหมาย และทำหน้าที่แทนนายกสมาคมฯ เมื่อนายกสมาคมฯ ไม่อยู่ หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคมฯ ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน

๑๓.๓ เลขาธิการทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมฯ ทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ ในการปฏิบัติกิจการของสมาคมฯ ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคมฯ ตามมติของที่ประชุมกรรมการบริหารสมาคมฯ ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง ๆ ของสมาคมฯ

๑๓.๔ เหรัญญิกมีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคมฯ เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคมฯ และเก็บเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสมาคมฯ ไว้เพื่อการตรวจสอบ

๑๓.๕ สาราณียกรมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำหนังสือ ข่าวสาร วารสารต่าง ๆ ของสมาคมฯ

๑๓.๖ นายทะเบียนมีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคมฯ ประสานงานกับเหรัญญิก ในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมฯ จากสมาชิก

๑๓.๗ ประชาสัมพันธ์มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมฯ ให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย

๑๓.๘ กรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง

คณะกรรมการชุดแรก ให้ผู้เริ่มการจัดตั้งสมาคมฯ เป็นผู้เลือกตั้ง ประกอบด้วยนายกสมาคมและกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับของสมาคม

ข้อ ๑๔ คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี และอาจได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อจากวาระเดิมได้

ให้คณะกรรมการชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่และเริ่มวาระการดำรงตำแหน่งนับจากวันที่ได้รับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการชุดเดิมส่งมอบหน้าที่ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๔ วัน

อนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ติดต่อกันได้เพียง ๒ วาระเท่านั้น

ข้อ ๑๕ ตำแหน่งกรรมการสมาคมฯ ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ ก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น

ข้อ ๑๖ กรรมการอาจพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ

๑๖.๑ ตาย

๑๖.๒ ลาออก

๑๖.๓ กรรมการบริหารมีมติเกินกว่า ๒ ใน ๓ ให้ออกจากตำแหน่ง

ข้อ ๑๗ กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ ให้กรรมการที่ออกจากตำแหน่งส่งมอบหน้าที่แก่คณะกรรมการภายใน ๗ วัน

ข้อ ๑๘ อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ คณะกรรมการบริหารมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

๑๘.๑ มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติได้โดยจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

๑๘.๒ มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ

๑๘.๓ มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการหรือกรรมการเฉพาะกิจได้ โดยให้อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

๑๘.๔ มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ

๑๘.๕ มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคมฯ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

๑๘.๖ มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของ

สมาคมฯ ตลอดจนหลักฐานต่าง ๆ ของสมาคมฯ ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ

๑๘.๗ มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกสามัญจำนวน ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องมีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

๑๘.๘ จัดการบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคมฯ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและทำหนังสือเวียนให้สมาชิกรับทราบ

๑๘.๙ มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

ข้อ ๑๙ คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อย ๑ ครั้ง ภายในสองเดือน ทั้งนี้ เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับ   การบริหารกิจการของสมาคมฯ

ข้อ ๒๐ การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม ถ้าการประชุมครั้งแรกไม่ครบองค์ประชุม ให้เลขาธิการแจ้งการประชุมต่อไปภายใน ๗ วัน และให้ถือว่ากรรมการบริหารที่เข้าประชุมนับตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไปเป็นองค์ประชุมของที่ประชุมคณะกรรมการ  ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นให้ใช้ คะแนนเสียงมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๒๑ ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมฯ และอุปนายกสมาคมฯ ไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง   ทำหน้าที่เป็นเป็นประธานในการประชุมครั้งนั้น

ข้อ ๒๒ การประชุมใหญ่ของสมาคมฯ มีดังนี้

๑.ประชุมใหญ่สามัญ

๒.ประชุมใหญ่วิสามัญ

๓.ประชุมใหญ่วิชาการ

ข้อ ๒๓ คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ ๑ ครั้ง ภายในรอบบัญชีของปีถัดไป

ข้อ ๒๔ คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญหรือวิสามัญ โดยให้เลขาธิการสมาคมฯ เป็นผู้แจ้งกำหนดการประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน

ข้อ ๒๕ การประชุมใหญ่สามัญประจำปีควรมีระเบียบวาระการประชุมดังนี้

๒๕.๑ คณะกรรมการแถลงกิจการของสมาคมฯ ในรอบปี

๒๕.๒ พิจารณางบดุลประจำปี

๒๕.๓ เลือกตั้งผู้สอบบัญชี

๒๕.๔ เลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ (ในกรณีกรรมการชุดเดิมครบวาระ)

๒๕.๕ ปรึกษาพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามญัตติที่สมาชิกเสนอ

ญัตติที่สมาชิกจะเสนอตามความในข้อ ๒๕.๕ ให้เสนอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหารก่อนการประชุมไม่น้อยกว่า ๗ วัน เพื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาเข้าระเบียบวาระ

ข้อ ๒๖ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้งหมด หรือ ๓๕ คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการของสมาคมฯ เรียกประชุมใหญ่อีกครั้ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน ๑๔ วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก    การประชุมในครั้งหลังนี้ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้น ถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิกก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

ข้อ ๒๗ การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้ามีคะแนนเสียงที่เท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๒๘ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในปีที่มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ เมื่อจะมีการเลือกตั้งกรรมการบริหาร ให้ดำเนินการดังนี้

๒๘.๑ ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งประธานดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ

๒๘.๒ ในการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ สมาชิกสามัญที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการบริหาร ต้องเป็นสมาชิกสามัญมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๖ เดือน

ข้อ ๒๙ ในการประชุมใหญ่ของสมาคมฯ ถ้านายกสมาคมฯ และอุปนายกสมาคมฯ ไม่มาร่วมประชุม หรือ     ไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้เลขาธิการทำการประชุม หากเลขาธิการไม่มาร่วมประชุม ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

ข้อ ๓๐ คณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งและแต่งตั้งตามข้อ ๒๘ มีสิทธิ์แต่งตั้งกรรมการเฉพาะกิจเพื่อช่วยการดำเนินงานของสมาคมฯ ได้ตามความจำเป็น

ข้อ ๓๑ การเงินตลอดจนทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการเงินสดของสมาคมฯ ถ้ามีให้ฝากไว้ในธนาคารที่คณะกรรมการเห็นสมควร

ข้อ ๓๒ การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคมฯ จะต้องมีลายมือชื่อร่วมกันอย่างน้อยสองชื่อของผู้ดำรงตำแหน่งสามตำแหน่งต่อไปนี้ คือ นายกสมาคมฯ เหรัญญิก และเลขาธิการ

ข้อ ๓๓ ให้นายกสมาคม ฯ มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคม ฯ ได้ครั้งละไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินให้ได้ครั้งละไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ฯ

ข้อ ๓๔ ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคม ฯ ได้ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน ) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคม ฯ ทันทีที่โอกาสอำนวยให้

ข้อ ๓๕ เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อเหรัญญิก หรือผู้ทำการแทนร่วมกับนายกสมาคมฯ หรือผู้ทำการแทน หรือร่วมกับลายมือชื่อเลขาธิการหรือผู้ทำการแทน

ข้อ ๓๖ ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ ๓๗ ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และสามารถจะเชิญกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมฯ ได้

ข้อ ๓๘ คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชีเมื่อได้รับการร้องขอ

ข้อ ๓๙ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของสมาคมฯ และการตราข้อบังคับของสมาคมฯ ขึ้นใหม่จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงสองในสามของสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนซึ่งเข้าประชุม

ข้อ ๔๐ การเลิกสมาคมฯ จะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่สมาคมฯ ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมฯ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า๓ ใน ๔ ของสมาชิกสามัญ ที่เข้าร่วมประชุม และองค์ประชุมจะต้องไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ ๔๑ เมื่อสมาคมฯ ต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมฯ ที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้โอนให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในกิจการของสำนักงานคณะคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือองค์กรสาธารณกุศล ตามมติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมฯ

ข้อ ๔๒ ข้อบังคับฉบับนี้ ให้เริ่มใช้นับตั้งแต่วันที่สมาคมฯ ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนนิติบุคคลเป็นต้นไป

ข้อ ๔๓ เมื่อสมาคมฯ ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ

สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย

กรรมการบริหารสมาคม

ม.ล. วีรอร วรวุฒิ
นายกสมาคมฯ

เกิดมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๐๐ เป็นบุตรสาวคนเดียวหลังจากพี่ช

นายสถาพร ฉันท์ประสูตร (ครูหนอนฯ)
อุปนายก 1

เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาต

นายวิฑูรย์ ภูริปัญญวานิช
เหรัญญิก

ประวัติการศึกษา –  Masters of sciences in Management,  THE UNIVERSITY OF TSUKUBA, Tsukuba city, Japan (๒๕๔๔) ด้วยท

นางสาวพรทิตา พลทะกลาง
เลขาธิการ

เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๘ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

นางปติมา รัชตะวรรณ
ประชาสัมพันธ์

เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึ